
มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลกอีกครั้ง เมื่อสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงสุด 12.5% ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการแข่งขัน แม้สินค้าหลายกลุ่มจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว และกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมบางประเภท แต่อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคต เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังถือว่ามีความไม่สม่ำเสมอและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการวางแผนของผู้นำเข้า
ในช่วงแรกสหรัฐฯ เริ่มต้นจากการประกาศภาษีที่สูงถึง 36% ก่อนจะเจรจาลดลงมาเหลือ 19% ซึ่งในระดับนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกทุกราย เนื่องจากประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่โดนเรียกเก็บในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ถัดมาคือช่วงปรับลดชั่วคราวเหลือ 10% ทั่วโลก เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตามอำนาจของประธานาธิบดี หลังจากศาลตัดสินว่าระบบเดิมไม่มีอำนาจสั่งการ
จนถึงมาตรการปัจจุบันหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีประกาศอัตราภาษีใหม่ที่ 10% และ 12.5% โดยประเทศไทยและประเทศส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 12.5% ซึ่งส่งผลต่อจังหวะการสั่งซื้อสินค้าอย่างชัดเจน แน่นอนว่าก่อนการบังคับใช้ภาษีใหม่ ผู้นำเข้าจะเร่งส่งสินค้าไปก่อนเพื่อรับอัตราภาษีเดิม แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มอยู่ในช่วง "รอชอดูท่าที" คาดการณ์ประมาณ 15 วัน - 1 เดือน เพื่อประเมินว่าปลายทางจะสามารถปรับขึ้นราคาขายได้หรือไม่ หากปรับไม่ได้ ผู้นำเข้าอาจขอให้ผู้ผลิตต้นทางลดราคาลง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ อาจชะลอตัวเพื่อปรับฐานราคาใหม่ แต่มูลค่าการส่งออกรวมของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดีจากสินค้ากลุ่ม ไอที อิเล็กทรอนิกส์ และ EV บางเดือนมียอดบวกสูงถึง 40%
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการต่อรองและสร้างมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการห้ามนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิแรงงาน จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษีที่สูงกว่า (12.5%) ทั้งให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าใช้สินค้าที่ถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภาษีและต้นทุนแฝงอื่นๆ กลยุทธ์ในช่วงนี้ต้องพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุด เนื่องจากราคาขายปรับขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะต้นทุนจากซัพพลายเชนและบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ยังต้องหันมาผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order) เท่านั้น และใช้กลยุทธ์ "Zero Stock" หรือการไม่มีสต็อกสินค้า เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและลดความเสี่ยงทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ราคาวัตถุดิบในไทยในขณะนี้ยังคงนิ่งอยู่ เนื่องจากกำลังซื้อทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ราคาไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่อาจต้องเสียภาษีเพิ่ม ได้แก่
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร ฮาร์ดดิสก์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า
เครื่องปรับอากาศ
อาหารแปรรูป
อาหารสัตว์
อาหารกระป๋อง
พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
อัญมณีและเครื่องประดับ
สำหรับกลุ่มสินค้าที่ “ไม่” ได้รับผลกระทบ หรือ “ยกเว้น” หมายถึง สินค้าเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้ภาษี 12.5% หรือได้รับการยกเว้นจากมาตรการ ได้แก่
เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ
เหล็ก
รถยนต์
ผลิตภัณฑ์มะพร้าว
กาแฟสำเร็จรูป
ยาและเภสัชภัณฑ์บางรายการ
ทั้งนี้ การยกเว้นไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้ “ปลอดภาษีทั้งหมด” แต่หมายถึง ไม่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีนำเข้ารอบนี้ สินค้าแต่ละประเภทอาจยังอยู่ภายใต้ภาษีหรือมาตรการอื่นของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว เช่น มาตรการเฉพาะสำหรับเหล็กหรือรถยนต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากร (HS Code) และประกาศที่เกี่ยวข้อง